เรื่องของเป็ด, โพสต์โมเดิรน์ และ ความเป็นอื่น
posted on 02 May 2007 21:34 by leave2remain0 in writingในช่วงไม่กี่อาทิตย์มานี้ คงจะนับไม่ถ้วนว่าได้กินข้าวหน้าเป็ดไปกี่มื้อ เป็นอาการ obsessed ที่ต้องเที่ยวตระเวณกินตามที่ต่างๆ ดูว่าที่ไหนจะอร่อยที่สุด หรือถ้าจะวิเคราะห์อาการก็อาจจะอธิบายได้ง่ายๆว่า เป็นช่วงของการสูญเสียรสชาติทางอาหารที่คุ้นเคยอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดอาการกึ่ง nostalgia แต่อาการนี้ไม่สามารถจะทดแทนด้วยอาหารไทยในต่างแดน เพราะไม่สามารถที่จะหาที่ใกล้เคียงได้ เพราะอาหารไทยในต่างแดนได้สูญเสียอัตลักษณ์ไปทีละน้อยทีละน้อยเป็นเวลาช้านาน จนไม่สามารถจะหวนคืนได้อย่างปกติ เหมือนกับอัตลักษณ์ของคนไทยที่มันมักจะจืดจาง แต่มีสิ่ง exotic มาบังหน้า อย่างเช่นเรื่องของอาหาร เครื่องแต่งกายประจำชาติ ไปจนถึงเทศกาลที่กลายพันธุ์ต่างๆ ความเป็น authentic ที่เอาโฆษณาก็ไม่ได้มีอยู่จริงอีกต่อไป เมื่อแม้แต่ของ original ยังไม่สามารถจะสืบย้อนไปได้ อาหารจริงๆเป็นยังไงก็คงจะหาคนตอบลำบากอยู่ (อาจจะยกเว้นอยู่ไม่กี่คน เช่น หมึกแดง ที่พยายามสืบย้อนความเป็นอาหารไทยที่ดั้งเดิม ดั้งเดิมถึงขั้นว่าอธิบายเหตุผลของแกงไทยที่ต้องใส่สมุนไพรมากก็เพราะแต่ก่อนใช้น้ำคลองมาทำ) ไม่เหมือนกับอัตลักษณ์ความเป็นจีน ที่มักจะคงที่ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ยืนยันได้จากจำนวน China Town ที่ผุดขึ้นตามประเทศต่างๆ เพื่อยืนยันความเป็นชาติและหนทางทำมาหากิน (ครั้งหนึ่งไปเปรู เจอ China Town ใหญ่โต จนตัวเองยังแปลกใจ) และก็เช่นเดียวกับอาหารที่ไม่ต่างกันมากในที่ต่างๆ เป็ดย่าง จึงเหมือนสิ่งยืนยันความไม่เปลี่ยนแปลงอันนั้นในที่ต่างๆ อาการนี้จึงต้องใช้เป็ดย่างในการช่วยประทังการสูญเสียรสชาติทางอาหาร
เรื่องเป็ดๆนี่คงไม่ได้เป็นคนเดียวที่มีอาการเช่นนี้ ถ้าพูดถึงคนไทยที่มาเที่ยวหรืออยู่ในลอนดอน ก็ต้องพูดถึงเป็ดยี่ห้อ Four Season ที่ถึงขั้นบอกต่อๆกันว่าเป็นเป็ดที่อร่อยที่สุดในโลก เรียกว่าต่อคิวกันยาวเหยียดทุกครั้งที่ไป จนถึงขั้นที่ร้านพอจะพูดภาษาไทยกันได้ ค่อนข้างจะใช้เวลาอยู่ในอังกฤษนาน แต่รวมๆแล้วเคยลองกินเป็ดจริงๆไม่กี่ร้าน เพราะส่วนมากก็มักจะมาจบเห่ที่ร้าน Four Season มีอีก 2 ร้านที่ก็พอใช้ได้อยู่ใน China Town ไปมาสะดวกกว่า Four Season คือร้าน China China ที่อยู่หัวมุมถนนและประตูทางเข้า China Town ที่อยู่ติดสถานีดับเพลิง และร้านใกล้เคียงกันที่หน้าร้านมีเครื่องในมาแขวนอยู่ แต่ร้านที่ต้องบันทึกไว้ก็คือร้าน Wang Kei ที่จะหลีกเลี่ยง ถ้าไม่จำเป็น เพราะมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องความถูกและที่สำคัญความไร้มารยาทของเด็กเสริฟ จนถึงขั้นลงบันทึกไว้ในหนังสือท่องเที่ยวและกลายเป็นร้านที่พลาดไม่ได้สำหรับพวกเป็น masochist
มาลองทานเป็ดใน China Town ที่ Amsterdam เป็ดค่อนข้างจะแตกต่างเพราะเป็นสไตล์ปักกิ่งที่ไม่ค่อยคุ้นชิน เพราะที่อังกฤษจะเป็นสไตล์กวางตุ้ง ซึ่งจะคล้ายของไทยพอสมควร มีน้ำราดที่รสออกค่อนข้างหวาน แต่ที่ Amsterdam นี่จะเป็นเป็ดย่างใส่เครื่องยาจีน น้ำรสชาติออกเค็มมากกว่า เพราะอย่างที่รู้กันว่าฮ่องกงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษมาเป็นเวลานาน ผู้อพยพชาวจีนในอังกฤษจึงมาจากฮ่องกงจำนวนมาก ซึ่งถ้าเป็นยุโรปในประเทศอื่นส่วนมากจะมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะถ้าเป็นชาวจีนฮ่องกงกับไต้หวันแล้วก็มักจะอพยพไปอเมริกา (เช่นจะเห็นในหนังของ Hou Hsiao-Hsien หรือหนังของ Edward Yang สำหรับชาวไต้หวันที่อพยพไปอเมริกา หรือหนังของ Clara Law ที่พูดถึงผู้อพยพชาวฮ่องกงในออสเตรเลีย) เรื่องที่มาของผู้อพยพชาวจีน จึงส่งผลต่อเรื่องของรสชาติอาหารจีนในแต่ละประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย
China Town ที่ Amsterdam กับของที่ลอนดอนในอังกฤษมีความคล้ายกันอยู่อย่างในแง่ที่ location นั้นอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวทางเพศอยู่พอสมควร โดยเฉพาะที่ Amsterdam ก็อยู่ถนนติดกับเขต Red Light District ที่เรียกว่าโจ๋งครึ่มที่สุดในยุโรป เพราะประเทศเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่ปี 1988 เป็นต้นมา เรื่องของโสเภณีนั้นได้กลายเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมาย มีการเสียภาษีเป็นเรื่องเป็นราว จึงไม่น่าแปลกที่ก็ทำให้สามารถที่จะโฆษณากันได้อย่างถูกกฎหมาย ดังที่จะเห็นในเขต Red Light District ที่สาวแต่ละคนจะมีตู้เป็นของตัวเอง ใหญ่บ้างเล็กบ้าง (ตู้ใหญ่ก็อาจจะมีเตียงอยู่ในนั้นเสร็จสรรพ พร้อมที่จะรูดม่านปิดได้ทุกเมื่อ) แล้วสาวๆก็จะอยู่ในชุดบิกินี่เสียเป็นส่วนใหญ่ เต้นอวดโฉมไปมากับผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งสาวๆมักจะมาจากประเทศแถวยุโรปตะวันออกเสียเป็นส่วนมากโดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดพรมแดนและบางประเทศได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ European Union นอกจากนั้นก็มีมากรัสเซียเป็นจำนวนมาก ซึ่งจำนวนสัดส่วนประชากรโสเภณีเหล่านี้ก็เปลี่ยนตามเรื่องของการเมืองด้วย ดังที่ยกตัวอย่างไปแล้ว เพราะในยุค 70s ส่วนใหญ่ก็อาจจะมาจากประเทศทางเอเชียค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่พัฒน์พงศ์ของเราเริ่มที่จะมีชื่อขึ้นมา ผ่าน demand ของทหารอเมริกันที่เข้ามาประจำการในช่วงสงครามเวียดนาม และเป็นช่วงเวลาที่ประเทศทางเอเชียมีภาพพจน์ในเชิง exotic ผ่าน myth ที่ถูกสร้างขึ้นผ่านสงครามเวียดนาม และการท่องเที่ยวที่กำลังจะขยายตัว พวกชาวดัทช์ เป็นพวกที่มีจิตวิญญาณผจญภัย เห็นได้จากประวัติศาสตร์ ที่ชาวดัทช์มักจะเป็นพวกแรกๆที่ค้นพบหรือไปเริ่มการค้าขายในดินแดนใหม่ๆ และจิตวิญญาณแบบนั้นก็ยังไม่หายไปไหนในคนดัทช์รุ่นปัจจุบัน และคงไม่แปลกที่เป็นพวกแรกๆที่นำหญิงไทย exotic มา เพราะในปัจจุบันประเทศนี้ก็มีชื่อเสียค่อนข้างมากในประชาคมโลกในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเรื่อง human trafficking ที่ฉาวโฉ่มากที่สุดประเทศหนึ่ง
เป็นเรื่องที่ยากอยู่พอควรในการเดินผ่านสถานที่เหล่านั้นโดยที่ไม่รู้สึกความอะไรสำหรับผู้หญิง (เอ่อ สำหรับผู้ชายคงรู้สึกอยู่แล้ว) เพราะความรู้สึกใคร่รู้ อยากดู มันผสมปนเป กับความรู้สึกผิด ผิดที่จะต้องมองพวกเขา ในฐานะเพศเดียวกัน และกลัวว่าเขาจะรู้สึกผิดรู้สึกอายที่ต้องทำอาชีพเช่นนี้ ผ่านสายตาที่ไม่ได้มีความปรารถนา แต่อาจจะมีนัยยะของการ judge หรือตัดสินเธอๆเหล่านั้นอยู่ด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ เออ แต่ก็ดูไปแล้ว ซึ่งเท่าที่ดูรู้สึกว่าสาวๆที่ Amsterdam จะหน้าตาดีกว่าแถว Utrecht นะ (แฟลตที่อาศัยอยู่ใกล้กันอย่างมากกับ Red light district ใน Utrecht จึงอดไม่ได้ที่จะต้องมองทุกวัน)
(ภาพถ่ายจากโทรศัพท์ของถนนสายเล็กที่เป็น Red Light District ของเมือง Utrecht)
ส่วน ChinaTown ในลอนดอนนั้น ก็ตั้งอยู่ใกล้กับ Soho ซึ่งเป็นที่ตั้งของ red light district แบบไม่โจ๋งครึ่ม แต่ที่โด่งดังสำหรับ Soho มากกว่ากลับเป็นเรื่องของเกย์ เพราะเป็นที่รู้กันว่าแถว Old Compton Street
นั้นจะเรียกได้ว่าเป็น Queer Street ก็ว่าได้ ซึ่งการที่ Soho กลายเป็นแหล่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ sexual ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะครั้งหนึ่งในยุค 50 นั้น Soho ก็เคยเป็นศูนย์กลางทางด้านนี้สำหรับลอนดอน จนมีที่อื่นๆเกิดขึ้นมา
การเชื่อมโยงเรื่องทางเพศและ sexual minority เข้ากับ racial minority เข้าด้วยกันดูเหมือนจะเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่น่าแปลกก็คือ ทั้งสองเมือง ทั้งสอง location ที่กล่าวมาอยู่ใจกลางเมืองทั้งคู่ แต่อย่าลืมว่าทั้งสองส่วนคือ sexual minority และ racial minority ได้ function อยู่ในเมืองด้วยเรื่องของเศรษฐกิจ และการจัดมันไว้ด้วยกัน ก็มีประโยชน์ในการสองส่องดูแล และการจัดการ (เฉกเช่นกับที่พัฒน์พงษ์อยู่กลางใจเมือง โดยไม่มีคนไทยที่ไหนร้อนใจ เพราะมันเกี่ยวข้องกับเรื่องของสถานที่ที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงของ ความไม่เป็นไทย เพราะเกี่ยวข้องกับฝรั่งหัวแดงที่มาพร้อมกับเงินตรา) ถ้าตราบใดที่ minority เหล่านี้ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่นพวกอพยพที่อยู่ในศูนย์ ก็จะกลายเป็นพวกที่เป็น the other และไม่เป็นที่ต้องการของสังคมในทันที เฉกเช่นที่ศูนย์อพยพของประเทศในยุโรปที่มักจะอยู่ชายขอบเมือง ให้ไกลหูไกลตาประชาชี
ไปๆมาๆแล้วเป็ดไม่ใช่อาหารประหลาดอะไร แต่เมื่อถูกแขวนห้อยเป็นทางอยู่บนร้านแดงๆใน ChinaTown มันก็ไม่ต่างอะไร กับสาวๆในแถบ red light district ที่ถูกส่องด้วยไฟสีแดง ขับเน้นความแปลกปลอม เป็นอื่น ที่หาที่หาทางของตัวเองแฝงอยู่บนหนทางทางเศรษฐกิจ เป็ดก็พยายามที่จะไม่เป็นอื่นด้วยการเชิญชวนให้ถูกบริโภค ให้มาสัมผัสมันใกล้ๆ หรือถ้าเป็ดมาใส่บิกินี่ ยืนพิงเสาได้มันก็คงทำ เพื่อที่จะบอกว่า เป็ด อย่างชั้นก็ให้ความสุขกับคุณได้ ถ้าไม่กลัวกองเซ็นเซอร์เมืองไทย เป็ดมันคงตะโกนให้ลั่นว่า มาเ***ดเป็ดกันเถอะ (ตู๊ด ตู๊ด)
edit @ 12 Oct 2007 10:58:46 by k'yui