classes

African Cinema 2 (update)

posted on 13 Feb 2007 12:17 by leave2remain0  in classes

หายไปนาน มัวแต่เตรียมเอกสารเรื่อง postcolonial อัฟริกัน ซีนีมา ยังไม่จบ จะรีบนำมา post ในเวลาต่อไป

Mythic dreamtime:

ถึงแม้จะเป็นผู้ที่ติดตามอย่างใกล้ชิดของการเจริญเติบโตของภาพยนตร์ในแถบนี้ก็ยังไม่สามารถจะคาดเดาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในช่วง 1980s หลายๆประเทศในอัฟริกาได้ถูกบังคับให้จำนองเศรษฐกิจของตนกับ IMF และเมื่อค่าเงินของประเทศลดลง ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์พบว่าทำให้ต้นทุนของการทำภาพยนตร์จากเดิมที่เคยซื้อฟิล์มทำได้หนึ่งเรื่องเหลือเพียงแค่หนึ่งในยี่สิบส่วนเท่านั้น ภาพยนตร์อัฟริกาจึงหยุดความรักที่มีต่อปัจจุบันในการสร้างประเทศ และมองย้อนกลับไปในอดีต นักเล่าเรื่องด้วยปากต่อปาก (พวก griots) กลายเป็นจุดสนใจเช่นเดียวกับเรื่องในชนบท เหตุการณ์ในอดีต วัฒนธรรมชนเผ่าและโลกของพวกเขาก่อนที่พวก Arab-Islam และ Euro-Christianity ได้เข้ามาครอบงำ ประเทศซีเนเกิลยังเป็นศูนย์กลางในทางภาพยนตร์อยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีประเทศ Burkina Faso และ Mali ที่มีภาพยนตร์ที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน ภาพยนตร์ของ Gaston Kabore เรื่อง Wend Kuuni (1982) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนปี 1800 โดยเล่าจากเด็กใบ้ที่เจอในพุ่มไม้และถูกนำมาเลี้ยงโดยชาวบ้าน หรือเรื่อง Yeelen (1987) โดย Souleymane Cisse เกิดขึ้นช่วงปี 1500 ก็เกี่ยวข้องกับเด็กหนุ่มผู้มีอำนาจทางไสยศาสตร์กับการเดินทางไปสู่เรื่องราวของจักรวาลของชนเผ่าของเขา หรือเรื่อง Yaaba (1989) ของ Idrissa Oeudraogo ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเด็กผู้ชายกับหญิงชราผู้ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่าเป็นแม่มด ในเรื่องต่างๆเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวเทพนิยายโบราณ ที่ที่คนสามารถคุยกับสัตว์กับต้นไม้

ผู้กำกับเหล่านี้ได้ตั้งคำถามใหม่ๆขึ้นมา ไม่ใช่คำถามที่ว่าผู้ล่า (อาณานิคม) ไปแล้วจะทำอย่างไรกัน แต่เป็นคำถามที่ว่า เราเคยเป็นกันอย่างไรก่อนที่พวกเขาเหล่านั้นจะมา ผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง Kabore และ Ouedraogo จาก Burkina Faso และ Cisse จาก Maliเมื่อรวมกับผู้กำกับอย่าง Sambene, Mambety และ Hondo ได้สร้างกลุ่มผู้กำกับอัฟริกันขึ้นมาที่น่าในใจ ในช่วง 1990s ก็เช่นกันภาพยนตร์อัฟริกากำลังเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะทางด้านเหนือที่ได้รับอิทธิพลจากอิสลาม ภาพยนตร์จากโมร็อคโคของ MohamedAbderrahman Tazi เรื่อง Looking for My Wifes Husband (1994) จากตูนีเซียของ Ferid Boughedir เรื่อง Halfaouine (1990) เกี่ยวกับเด็กอายุ 12 ปี กำลังเรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างหญิงและชายขณะที่เขากำลังเติบโตขึ้นเป็นหนุ่ม ของ Moufida Tlatli เรื่อง The Silences of the Palace (1994) และจากอัลจีเรีย ของ Merzak Allouache เรื่อง Bab El-Oed City (1994) ซึ่งเรื่องเหล่านี้มักจะมีประเด็นที่ท้าทายศาสนาอิสลามอยู่

ส่วนภาพยนตร์ Black African ในช่วง 1990s นี้ก็เช่นเดียวกันได้ให้ความสนใจในเรื่องของ modernity และความอดกลั้น ในภาพยนตร์เรื่อง Guellwaar (1992) ของ Sembene เป็นเรื่องของการพยายามค้นหาศพที่ถูกฝังไว้ด้วยมุมมองที่เป็นมนุษยนิยมและแฝงไว้ด้วยความตลก ส่วนใน Burkina Faso ผู้กำกับ Dami Kouyate ทำเรื่อง Keita! TheVoice of the Griot (1995) เกี่ยวกับเด็กชายผู้ซึ่งกำลังได้เรียนเกี่ยวกับดาร์วิน แต่กลับได้ยินเรื่องเกี่ยวกับบรรพบุรุษจากพวก griot ในช่วง 1990s นี้ยังมีผู้กำกับจาก Mauritania อย่าง AbderrahmaneSissako ก็กำลังอยู่ในช่วงที่กำลังจะโด่งดังมากในยุโรป

Pasolini meets Mambety:

ความสนใจที่ Sissako ได้รับนั้นถือเป็นโอกาสครั้งใ:หม่สำหรับภาพยนตร์อัฟริกา ทั้ง Sembene และ Chahine ทั้งสองมีภาพยนตร์เข้าร่วมในการแข่งขันที่ Cannes ในปี 2004 แต่มันก็ยังไม่ใช่เป็นโอกาสไปเสียทั้งหมด เพราะคงจะยังมีคนไม่มากที่ออกมาดูภาพยนตร์ของเขาเหล่านี้ ถึงแม้ภาพยนตร์อัฟริกันจะเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ก็ตาม ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง สิ่งสำคัญก็ต้องบอกว่าภาพยนตร์อัฟริกาไม่ได้สร้างผลกระทบให้กับโลกภาพยนตร์มากนัก มิอย่างนั้นแล้ว Werner Herzog เมื่อตอนอายุ 18 ที่ท่องเที่ยวไปในซูดาน ก็น่าจะได้ทำอะไรร่วมกับ Sembene บ้าง ถ้าในช่วงนั้นได้ชมภาพยนตร์ของเขา หรือ Pier Paolo Pasolini ที่เคยไปถ่ายภาพยนตร์ในอัฟริกาอยู่หลายครั้ง ก็น่าจะได้รับอิทธิพลจาก Sembene บ้าง การผสมผสานระหว่าง neorealism และ กวี การยกระดับของวัตถุสิ่งของเหตุการณ์ประจำวันในชีวิตให้มันเป็นมากกว่าสิ่งที่มันเป็นอยู่ ถ้าสิ่งเหล่านี้ได้ส่งอิทธิพลต่อผู้กำกับอิหร่านในช่วงที่กำลังเปลี่ยนแปลง อย่าง Daryush Mehruji ได้เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงภาพยนตร์อิหร่านในปี 1970 ซึ่งเป็นช่วง 4 ปีหลังจาก Sembene ทำหนังเรื่องสำคัญเรื่องแรก โลกภาพยนตร์คงจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ และถ้าเรามีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เหล่านี้ เราคงจะพูดถึง Mambety ในลักษณะเดียวกับที่เราพูดถึง Scorsese, Bertolucci หรือ Wenders ก็เป็นได้

จบบทความ Invisible Classics เกี่ยวกับ African Cinema ใน Sight and Sound ของ Mark Cousins (ตัดต่อ ตัดตอน ไม่ได้แปลตรงตัว บอกไว้ก่อน ยังมีบทสัมภาษณ์ของ Sissako อีก ถ้าสนใจ comment มาจะแปลให้อ่านอีก)


edit @ 2007/02/14 11:42:23

for adv. students

posted on 14 Feb 2007 11:41 by leave2remain0  in classes

เรียนวันศุกร์เวลา 1400 น. หลังจากนั้น จะเคลื่อนขบวนไปฟังคุณอณุสรณ์ พูดที่ศิลปากร (จำวันผิดไม่ใช่ศุกร์ที่แล้ว แต่เป็นศุกร์นี้)

มีประกาศเพิ่มเติมถ้าใครสนใจ (แต่เด็ก sem พรุ่งนี้มี sem เน้อเวลาเดียวกัน) พรุ่งนี้มีพูดที่หอศิลป์จุฬาฯ เรื่อง

พื้นที่สาธารณะ : วัฒนธรรมวัยรุ่น
(15 Feb, 16.30 - 18.30 pm)
at center of academic Resources (Central Library)
3 floor / Meetingroom 7
Dr. Apiradee Kasemsuk (ดร. อภิรดี เกษมสุข), Viriya Sawangchot (วิริยะ สว่างโชติ), and Wit Pimkanchanapong (วิทย์ พิมพ์กาญจนพงศ์) will talk and discuss about the two artists' worksin relation to the issues of subcultures (ex. Hip Hop, Break-Dancing, Skateboard, and Graffiti) and the relationship between art and architecture.
The idea of this program is to create a creative parallel to the exhibition theme "Street Work". On-anong Krinsiri will explore and interview 2 groups of Thai youth : Graffiti Artists and Skateboarders. The Art Centre will showcase their performances on a street within Chulalogkorn University. The interview of these two groups will be also featured. Morakod Komonbut, Fat Radio DJ, is a presenter.
ปล. งานดังกล่าวข้างต้นเป็นงานที่จัดขึ้นคู่ขนานไปกับ งาน exhibition ที่ชมได้ที่ชั้น 7หอกลาง โดยศิลปินชาวออสเตรเลีย Craig Walsh เป็นงานวิดีโอ อาร์ต ที่ชื่อว่า Streetworks: Inside Outside Yokohama

edit @ 2007/02/14 17:43:28

Béla Tarr: Hungarian Director

posted on 16 Feb 2007 23:10 by leave2remain0  in classes

จากที่เรียนไป ใครสนใจงานของ Béla Tarr อ่านตรงนี้เพิ่มเติมได้ (ไม่ได้แปลตรงตัว บอกไว้ก่อน)

บทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง Werchmeister Harmonies ของ Béla Tarr ผู้กำกับชาวฮังการี แปลและเรียบเรียงจาก Sight and Sound (April, 2001) โดย Jonathan Romney

ประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาพยนตร์จากยุโรปตะวันออก (เพิ่มเติม) ห้ามนำไปใช้เพื่อการอื่นก่อนขออนุญาต (เหมือนเดิม)

รูปของ Tarr (คนกลาง), Agnes Hranitzky (ภรรยา) และ Paul Sadoun (โปรดิวเซอร์)

จนกระทั่งไม่นานมานี้ผู้กำกับชาวฮังกาเรียนยังมีสถานะที่เป็นตำนานเพราะมีน้อยคนนักที่จะได้ชมภาพยนตร์ความยาวเจ็ดชั่วโมงสิบห้านาทีของเขาเรื่อง Satantango (1994) ซึ่งถ้าชื่อของเขายังเคยได้ผ่านหูการไปบ้าง ส่วนหนึ่งก็เพราะมันได้ถูกรวมไว้ในงานเขียนของ Susan Sontag ซึ่งชื่นชมเขาในฐานะที่เป็นมาตรวัดสำหรับผู้ที่สนใจภาพยนตร์อย่างจริงจัง

แม้กระทั่งปัจจุบันที่ภาพยนตร์ของเขาได้รับการชมมากขึ้น ชื่อเสียงของเขาก็ยังเป็นกึ่งตำนานอยู่ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาเป็นตัวแทนสำหรับภาพยนตร์ของความอดทนและจริงจัง ของความเงียบ เชื่องช้าและ long takes ซึ่งในบางครั้งก็คล้ายคลึงกับภาพยนตร์จากเพื่อนร่วมชาติของเขา Miklos Jancso และเพราะส่วนหนึ่งภาพยนตร์ของเขาส่งผลต่อคนดู อาทิเช่น Gus Van Sant ที่เมื่อได้ชมภาพยนตร์ของ Tarr ก็ส่งผลต่อหนังเรื่อง Gerry ของเขาที่มัน minimal อย่างไม่น่าเชื่อ

ภาพยนตร์ของ Tarr ตั้งแต่ 1987 นั้นเป็นการร่วมงานกับนักเขียนบทและนักเขียนนวนิยายที่ชื่อ Laszlo Krasznahorkai อาจจะดูท้าทายเพราะการใช้เวลาที่มันค่อนข้างจะสุดโต่ง แต่มันก็ใช่ว่าจะไม่มี narrative drive หรือ ความโรแมนติก ภาพยนตร์เรื่อง Werckmeister Harmonies นั้นก็นำมาจากนวนิยายของ Krasznahorkai เรื่อง The Melancholy of Resistance ซึ่งเป็นเรื่องแรกของ Tarr ที่เรียกได้ว่าเป็น gothic film ซึ่งมีการใช้องค์ประกอบของความอัศจรรย์ จนถึงความ supernatural แต่ไม่มีเรื่องของความการสร้างภาพลวงตาให้เราเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นปลาวาฬจากคณะละครสัตว์ เพราะมันเหมือนกับของประกอบละครเหมือนกับตัวแรดในหนังของเฟลลีนี่เรื่อง And the Ship Sails on และสิ่งที่เราเห็นจาก Prince เจ้าของคณะละครสัตว์ที่น่ากลัว ก็เป็นเพียงแค่เงาบนผนัง

ในฐานะที่เป็น metaphysical horror story ภาพยนตร์เรื่อง Werckmeister Harmonies สมควรที่จะเป็นภาพยนตร์ที่ถือได้ว่าเป็นการค้นพบในหมู่ผู้ชม cult audience ให้ได้รู้จักภาพยนตร์ของเขา โดยเฉพาะเมื่อบรรยากาศภายในเรื่องให้ความรู้สึกเหมือนกับภาพยนตร์ของ David Lynch ในยุคแรกๆ โลกที่โดดเดี่ยวที่ Tarr สร้างขึ้นได้สร้างความลึกลับที่ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ แต่การนำเสนอของภาพยนตร์กลับเกิดขึ้นจากสิ่งธรรมชาติที่แสนธรรมดา

Werckmeister Harmonies เป็นงานที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันทำของหลายคน ในไตเติ้ลเปิดของหนังมีทั้งชื่อของ Tarr, Krasznahorkai และ ผู้ตัดต่อ Agnes Hranitzky ภรรยาของ Tarr และผู้ร่วมงานของ Tarr มาอย่างยาวนาน จุดเด่นของมุมมองร่วมของเขาทั้งหลายสามารถเห็นได้จากความเป็น unity ของ tone และ look ของหนัง ถึงแม้จะมีระยะเวลาการถ่ายทำที่ยาวนานที่ใช้ตากล้องถึง 7 คน (รวมถึง Rob Treganza ผู้เชี่ยวชาญในภาพยนตร์แบบ slow-take)

ตลอดทั้งเรื่อง ภาพยนตร์ยังคงความ การสร้างแสงเงาที่ชัดเจน รวมทั้งสไตล์ของกล้องที่สร้างพื้นที่ที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา: ใกล้เคียงกับโลกภายนอก เมืองเล็กๆที่ที่ action เกิดขึ้นภายใน เช่น บ้านของ Eszter ที่ดูเสมือนเป็นถ้ำและค่อยๆเปิดเผยแก่เราด้วยการเคลื่อนของกล้อง

โครงหน้ากระดูกที่ดูหลอนของนักแสดงชาวเยอรมัน Lars Rudolph ผู้ที่เล่นเป็น ตัวละครหลัก Valuska อาจจะเหมือนกับตัวละคร holy fool ของ (Fyodor) Dostoevsky แต่คำพูดนั้นใกล้เคียงกับ งานเขียนของ (Nikolai) Gogol มากกว่า โลกของ Werckmeister Harmonies นั้นจะเหมือนกับโลกของ Gogol ซึ่งอาจจะเห็นได้ในตัวละคร Tunde เล่นโดย Hanna Schygulla ในตอนแรกอาจจะดูน่าประหลาดใจที่เห็นตัวละครหญิงที่ใช้เสน่ห์ล่อหลอกที่มักปรากฏในหนังของ Fassbinder แต่กลายเป็นหญิงแก่ มีผ้าคลุมผม แต่จริงๆแล้วนั่นอาจจะเป็นแค่ภาพหลอกตาเรา เพราะครั้งต่อมาที่เราเห็นเธอ เธอก็เต้นอยู่กับแฟนขี้เมาของเธอ และเต็มไปด้วยพลังทางเพศ

ภาพยนตร์โดนครอบงำด้วยบรรยากาศที่หดหู่เหมือนโลกจะแตก แต่มันก็เป็นการบอกกลายๆว่า ความชั่วร้ายที่ได้คืบคลานเข้ามาในเมืองนั้นมันเป็นผลผลิตของความวิตกจริตของชนชั้นกลาง ถึงแม้จะอยากที่จะนำภาพยนตร์ของ Tarr ไปเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในฮังการีในช่วงท้ายๆของคอมมิวนิสต์ (นวนิยายของ Krasznahorkai นั้นได้ตีพิมพ์ในปี 1989) แต่ตัว Tarr เองก็ได้ยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน อย่างไรก็ตาม narrative ของเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องของความวิตกที่จะแยกออกจากสิ่งเก่า ความไม่ค่อยมีระเบียบและการปลดปล่อยของสิ่งที่เคยโดนกดเอาไว้ก่อน คงมีภาพยนตร์อยู่น้อยเรื่องที่ทำได้น่ากลัวเท่ากับ sequence ในตอนที่ผู้คนจำนวนมากได้เข้าไปทำลายโรงพยาบาล ทำร้ายคนไข้ ความรุนแรงในช่วง 8 นาทีของ shot นั้น มันยิ่งขับเน้นด้วยกล้องที่ค่อนๆเคลื่อนไปตามทางเดินและมุมต่างๆ ซึ่งในที่สุดกลุ่มคนพวกนี้ก็หยุดนิ่งกับสิ่งที่เห็นอยู่ข้างหน้านั่นก็คือภาพของชายแก่แก้ผ้าผอมเหมือนโครงกระดูกเดินได้ จะว่าไปแล้วเสมือนเป็นภาพของพระเจ้าบนพื้นโลก และวิ่งหนีออกไปเหมือนพวกเหล่าซอมบี้ในหนังของ George Romero ขณะที่ Tarr ได้ใช้ภาพ close-up ที่หน้าของ Valuska ที่กำลังจ้องมองอยู่

มันคงจะเป็นเรื่องที่ยากที่จะชี้ชัดถึงที่มาของความวุ่นวาย จากตอนเริ่มต้น ข่าวลือแพร่สะพัดมากขึ้นเรื่อยๆเกี่ยวกับโลกแตกที่ยิ่งน่าเชื่อมากขึ้นจากสุริยคราส แต่จริงๆแล้วทั้งหลายทั้งปวงมันเกิดขึ้นมา จากการมาถึงของปลาวาฬ หรือจะเรียกได้ว่าเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ตายแล้วขนาดมหึมา ที่มาเป็นพยานที่ไร้อำนาจที่จะช่วยเหลือเพื่อมาดูการเสื่อมสลายของมนุษย์ มีเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะรอดพ้นมาได้ก็คือ Tunde ผู้ซึ่งใช้โอกาสหาผลประโยชน์จากความเชื่อของมนุษย์เพื่อที่จะได้มาซึ่งอำนาจ อาจจะเป็นไปได้ว่าอดีตสามีของเธอ Eszter ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี ซึ่งหมกมุ่นอยู่กับทฤษฎีของเยอรมันคอมโพสเซอร์ศตวรรษที่ 17Werckmeister ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบสุขนี้โดยที่ถอนตัวเองออกมาจากสิ่งทั้งปวง จะว่าไปแล้วเขาก็เป็นตัวแทนของนักคิดที่อ่อนแอ ที่สนใจในสิ่งนามธรรมในขณะที่โลกกำลังโดนทำลาย

สิ่งที่น่าในใจอีกประการในบทบาทของ Valuska ในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เขาเสมือนเป็นผู้มอง ไม่ว่าจะเป็นการจ้องที่ดวงตาของปลาวาฬ หรือเป็นพยานผู้ที่นิ่งเฉยต่อความรุนแรง แต่บทบาทของเขาในคืนที่น่ากลัวนั้นยังไม่ชัดเจน เมื่อเขาอ่านไดอารี่ที่เขียนถึงเหตุการณ์ เราไม่แน่ใจว่าเขาอ่านเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของตัวเขาเองในเหตุการณ์นั้นหรือเขาเป็นผู้เขียน (authored) เหตุการณ์นั้นขึ้นมาเองโดยอ้อมๆ โดยที่เขา และอาจจะด้วยการร่วมมือกับ Tunde ได้เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์หายนะขึ้น

ในตอนสุดท้ายนักคิดผู้พ่ายแพ้อย่าง Eszter ได้ไปดูปลาวาฬ ที่โดนทิ้งไว้เอาไว้ที่ยิ่งดูแปลกประหลาดมากกว่าเดิม มันเป็นการยากที่จะนึกถึงตอนจบที่สลดหดหู่กว่านี้ได้ ซึงถือว่าเป็นชัยชนะของความเสื่อมสลาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการมองโลกในแง่ร้าย ในการพยายามที่จะอธิบายให้กับพวกขี้เมาฟัง Valuska ได้บอกว่า สิ่งที่เขาขอก็คือการที่จะให้คุณเดินมากับฉันสู่จุดที่ต่ำสุด ซึ่งนั่นก็ถือเป็นคำเชื้อเชิญของ Tarr ต่อผู้ชมของเขาด้วย ชื่อไตเติ้ลของหนังเหมือนจะแนะถึงภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วย movement บทพูดน้อย เสมือนเพลงที่บรรเลง แต่สิ่งที่ Tarr ทำสำเร็จนั้นก็คือการได้มาซึ่งความเงียบ การพาจุดที่ต่ำสุดของมนุษย์ และฝันร้ายที่น่าสะพรึงกลัว

หมายเหตุ: ใครสนใจดูหนังของเขา ยืมได้ (แต่ต้องคืน) หรือไม่ก็หาซื้อได้ที่สีลมโดยทั่วไป


edit @ 2007/02/17 00:10:25