Art and Us
posted on 01 May 2007 19:01 by leave2remain0 in artsหนังศิลปะเพลงสถาปัตยกรรมมันมีความใกล้กันอยู่ในเรื่องที่มันต้องเกิดจากexperienceเราคงฟังผ่านใครเล่าไม่ได้หรือได้แต่มันก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโลกของทุกสื่อที่กล่าวมาดูเหมือนจะเข้าใกล้กันไปทุกทีเพียงแต่เราอาจจะไม่สังเกต เราสามารถที่จะเรียนรู้ความคิดใหม่ๆได้เสมอจากการพบเห็นงานเหล่านี้ซึ่งก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พยายามทุกครั้งที่มีโอกาสได้มายุโรปเพราะถึงแม้ว่าในทางตำราจะพยายามทำลายศูนย์กลางความเป็นยุโรปแต่ในความเป็นจริงการริเริ่มทางความคิดทางความรู้ใหม่ๆก็ไม่พ้นที่จะเกิดขึ้นในตะวันตกการอยู่ที่ประเทศชายขอบความโหยหาทางความรู้มักจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเหมือนอยู่กลางทะเลทรายเมื่อพบบ่อน้ำก็อดที่จะตักตวงไม่ได้การมายุโรปแต่ละครั้งจึงเหมือนกับพบบ่อน้ำเป็นระยะมาดูว่าเขาคิดอะไรกันอยู่เพราะสิ่งที่เราคิดเราอ่านเรารู้เมื่อปีที่แล้วมันก็อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่update อีกต่อไปแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นที่จะต้องไปบ้ากับความรู้ตะวันตกแต่เป็นการพยายามที่จะรู้ให้เท่าทันและนำมาวิพากษ์ได้ทันท่วงทีมากกว่าซึ่งนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าในงานของอภิชาติพงศ์นั้นมีอยู่ซึ่งงานของเขาก็มักจะได้ถูกนำเสนอในบริบทของmuseum อยู่เป็นระยะๆ
ในสมัยก่อนภาพยนตร์อาจจะเป็นสื่อที่เป็นcutting edge ที่มักจะแปรเปลี่ยนให้สื่ออื่นๆนำไปลอกเลียนแบบกันจนเป็นวงจรไม่ว่าจะเป็นมิวสิควิดีโอหรือโฆษณาหรืองานศิลปะแต่ในปัจจุบันงานศิลปะหลายๆครั้งก็กลายเป็นผู้นำในการให้ผู้อื่นได้ลอกเลียนแบบซึ่งการปรับเปลี่ยนของมันได้อย่างรวดเร็วเพราะอาจจะเป็นด้วยกระบวนวิธีที่อาจจะซับซ้อนและกินเวลาน้อยกว่าภาพยนตร์ทำให้สามารถที่จะสร้างงานที่เท่าทันเหตุการณ์การศึกษาแนวความคิดใหม่ๆผ่านงานart จึงถือว่าขาดไม่ได้สำหรับคนที่ทำงานในเชิงสร้างสรรค์
ก่อนที่จะลืมงานแรกที่อยากจะแบ่งปันทางความคิดก็คืองานที่ชื่อว่าUndecided Utopia จัดขึ้นที่Casco (www2.cascoprojects.org) แกลลอรี่เล็กๆที่ตั้งใจว่าจะเป็นสถานที่สำหรับexperimental arts เพื่อต้องการขยายพรมแดนของงานศิลปะงานนี้เป็นการร่วมงานกับPages องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับด้านวัฒนธรรมและตีพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวกับประเด็นทางด้านวัฒนธรรมสังคมศิลปะทั้งภาษาฟาสี (อิหร่าน) และภาษาอังกฤษงานที่พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างอุดมคติแฟนตาซีและเรื่องของgeography โดยPages ได้หยิบยกประเด็นที่เกี่ยวกับเกาะKish ของอิหร่านที่ในช่วง30 40 ปีที่ผ่านมาถูกปรับเปลี่ยนความคิดเป็นอย่างมากจากรีสอร์ทที่กษัตริย์เอาไว้พักผ่อนและกำลังจะถูกสร้างให้เป็นรีสอร์ทของชาวต่างชาติเพื่อแข่งขันกับประเทศแถวนั้นที่ได้สร้างเมืองรีสอร์ทริมทะเลที่ประสบความสำเร็จมาแล้วไม่ว่าจะเป็นที่Sharm El Shiek ในอียิปต์หรือทางด้านดูไบที่นำเรื่องเทคโนโลยีความทันสมัยเข้ามาแข่งขันและมีคนสนใจจำนวนมากซึ่งหนึ่งในนั้นที่เข้ามาซื้อที่พักอาศัยก็เป็นใครไม่ได้นอกจากThe Beckhams
ในงานเป็นการนำบทสัมภาษณ์ของสถาปนิกชาวเยอรมันที่เป็นตัวแทนบริษัทที่ได้รับข้อเสนอให้ยื่นproposal ไปที่รัฐบาลอิหร่านซึ่งแต่ละคนก็มีแนวคิดในการจะทำสถานที่แห่งนั้นให้เป็นรีสอรท์ที่แตกต่างกันบางคนก็พยายามที่จะcreateรีสอร์ทเลียนแบบFrench Riviera บางคนก็พยายามนำความเป็นอิสลามเข้ามาผสมผสานซึ่งเมื่อฟังหลายๆคนแล้วมันกลับออกอาการไปทางขบขันจนถึงขั้นไร้สาระของสถาปนิกเหล่านี้ซึ่งมันก็ทำให้เราได้ฉุกคิดถึงจินตนาการที่เรามีต่อสถานที่ที่ในบางครั้งเป็นการนำทัศนะคติความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปทาบทับและภาพลักษณ์ของมันอาจจะไม่ได้มีอยู่จริงแต่เป็นการสร้างอยู่บนจินตนาการที่ล่องลอย
ส่วนmuseum ใหญ่อย่าง Stedelijk Museum Amsterdam (www.stedelijk.nl)ก็ได้curate งานMapping the City โดยรวบรวมผลงานของศิลปินที่พูดถึงความเป็นเมืองซึ่งไม่ได้จำกัดแต่งานใหม่ๆแต่รวบรวมจากหลายช่วงเวลาและหลากหลายสื่อซึ่งก็มีงานที่ชอบอยู่หลายงานโดยเฉพาะงานของDoug Aitkin ที่เพิ่งจะดังเป็นพลุแตกไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาซึ่งผลงานก็เพิ่งจะถูกพูดถึงในfilm comment ฉบับหน้าปกDiane Keaton ด้วยซึ่งหลายคนอาจจะได้ผ่านตาไปบ้างกับงานที่ชื่อNightwatch ซึ่งเป็นงานinstallation ใหญ่ยักษ์ที่นิวยอร์คที่มีทั้งTilda Swinton และDonald Sutherland มาร่วมแสดงแต่งานที่ได้ดูElectric Earth (1999) ก็ถือเป็นอีกงานที่สร้างimpact ให้กับคนดูอย่างมากงานของAitkin ทำให้ลบล้างbad art ที่เคยได้ดูไปได้บ้างเพราะสำหรับงานart แล้วโดยส่วนตัวถ้ามันbad มันก็bad จริงๆแต่ถ้าbad film ก็ยังพอทนได้อย่างน้อยก็มีคุณค่าทางด้านentertain อย่างน้อยก็อาจขำไปกับความbad ของมัน
Electric Earth เป็นงานแสดงแบบmulti-screen ที่เชื่อมต่อกันหลายห้องและหลายผนังAitkin ได้ให้ตัวเอกเด็กหนุ่มผิวดำเต้นและใช้body ลื่นใหลไปตามท้องถนนในยามค่ำคืนที่ไร้ผู้คน มีแต่ร่องรอยบางอย่างที่ยืนยันของการมีอยู่ของผู้คนของมหานครลอสแองเจลลิสประสบการณ์ที่ถูกห่อหุ้มด้วยภาพของเมืองที่ดูน่ากลัวยามค่ำคืนอย่างลอสแองเจลลิสประกอบกับเพลงสไตล์อิเลคทริคเรารู้สึกไม่ต่างกันกับเด็กหนุ่มที่อาจจัดได้ว่าเป็นคนนอกของเมืองที่เต็มไปด้วยภาพลักษณ์ของความสวยงามและหรูหราความแปลกแยกเหงาโดดเดี่ยวของเด็กหนุ่มผิวดำอาจจะไม่ต่างกันกับผู้คนในเมืองคนอื่นๆยามค่ำคืน
อีกงานที่อยากจะดูเป็นงานของMatthew Buckingham ที่มักจะบอกว่าตัวเองเป็นคนทำหนัง เป็นศิลปินอเมริกันอีกคนที่ไปไหนก็มักจะได้เห็นงานของเขาในยุโรป ด้วยเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นทำให้มีเวลาดูค่อนข้างน้อยและก็ยังไม่ค่อยเข้าใจจนกระทั่งมาอ่านบทสัมภาษณ์ของเขากับงานที่ชื่อA Man of the Crowd (2003) ที่เขานำงานเขียนของEdgar Allan Poe เป็นเรื่องสั้นที่ชื่อThe Man of the Crowd (1840) เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่พยายามติดตามชายบนท้องถนนที่พบเห็นผ่านท้องถนนในลอนดอนยามค่ำคืนเป็นเวลา24 ชั่วโมงMatthew นำเสนอภาพด้วยภาพบนผนังสองด้านแต่เกิดจากprojector ตัวเดียวกันโดยอีกตัวเป็นภาพสะท้อนจากกระจกใสที่ตั้งไว้ตรงกลาง เขาได้recreate ภาพขึ้นมาจากหนังสือและเช่นเดียวกันกับPoe เขาถ่ายทำด้วยกล้อง16 มม. บนท้องถนนที่Vienna เพราะPoe เองก็เขียนเรื่องขึ้นมาจากจินตนาการเสียส่วนมากโดยไม่เคยได้ไปที่จริง แต่แทนที่เขาจะใช้ภาพแทนสายตาของคนที่ตามเขาใช้กล้องเป็นบุคคลที่สามตามคนที่ตามอีกทีหนึ่ง ซึ่งหนังของเขามักจะมีreference ย้อนไปถึงหนังเก่าๆอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่เขาเลือกใช้ในVienna ก็เป็นฉากที่สามารถจะโยงถึงThe Third Man ภาพยนตร์ของOrson Welles ได้หรือสไตล์ที่คล้ายHitchcock นอกจากนั้นสถานที่ที่เขาเลือกจะถ่ายก็มีนัยยะในเชิงประวัติศาสตร์อยู่งานของเขาสามารถเชื่อมโยงได้กับงานเขียนของCharles Baudelaire และWalter Benjamin ที่พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเมืองกับmodernity
นอกจากนั้นก็มีงานของศิลปิน/ช่างภาพคนโปรดอย่างJeff Wall อยู่ด้วยงานของเขาจะเป็นภาพถ่ายขนาดใหญ่ที่บางครั้งก้ำกึ่งกันระหว่างการstage และการcapture moment จริงๆซึ่งหลายๆงานของเขาก็มีความรู้สึกโยงไปถึงความเป็นภาพยนตร์อยู่เสมอและงานภาพนิ่งที่เคยเห็นแต่ในหนังสือเพิ่งจะเห็นของจริงในงานนี้ก็คือภาพของPhilip-Lorca Dicorcia ซึ่งของจริงนั้นมันสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างมากงานที่เลือกมาแสดงนี้เป็นการถ่ายภาพคนบนท้องถนนในนิวยอร์คในงานที่ชื่อว่าHead (2000-2001) โดยเขาใช้telephoto lens ในการที่จะถ่ายเฉพาะภาพส่วนบนของคนที่เดินบนท้องถนนโดยไม่รู้ตัวและใช้flash เข้าช่วยทำให้เราเห็นคนเดินท้องถนนธรรมดาในห้วงเวลาที่เสมือนอยู่ในห้วงคำนึงของตัวเองในท้องถนนที่ยุ่งเหยิงเป็นภาพที่เหมือนกับการเน้นย้ำของความเป็นhero ของอเมริกันเมื่อภาพเหล่านี้ถูกขยายขนาดใหญ่และคนอื่นๆเป็นแค่เงาจางๆเราจะเหลือแค่hero ของแต่ละรูปที่อยู่ในแสงอย่างชัดเจนเราเห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคลผ่านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
ในอีกส่วนหนึ่งของเมืองStedelijk Museum Bureau Amsterdamก็มีงานของNina Fischer/Maroan el Sani ซึ่งเป็นงานที่เกิดจากresidency programme ที่สองอาติสต์ชาวเบอร์ลินได้อาศัยอยู่ที่ทางด้านใต้ของAmsterdam ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจใหม่ที่มีตึกจำนวนมากถูกสร้างขึ้นผลคืองานภาพยนตร์17 นาทีถ่ายทำด้วยHD เป็นงานที่ได้รับอิทธิพลจากTarkovsky และAntonioni เป็นอย่างมากซึ่งเขาทั้งสองพยายามจะสะท้อนผลทางด้านจิตใจที่เกิดจากสภาพแวดล้อมงานมีชื่อว่าThe Rise เป็นภาพของชายหนุ่มที่พยายามจะขึ้นไปที่ชั้นบนของตึกสร้างใหม่ซึ่งเป็นอีกงานที่เราจะเห็นถึงอิทธิพลของภาพยนตร์และเส้นบางๆที่เชื่อมต่อกันระหว่างโลกของศิลปะและภาพยนตร์และยิ่งชัดเจนขึ้นในงานอีกของสองศิลปินอย่างMiriam Bäckström ศิลปินชาวสวีเดนและUrsula Mayer ที่จัดขึ้นในCentral Museum (www.centraalmuseum.nl, www.imakt.nl)ในUtrecht

(The Rise)
งานของMirium เล่นกับรูปแบบของความเป็นภาพยนตร์ในหลายๆด้านรวมทั้งฟอร์มที่ใช้ในการสัมภาษณ์รวมถึงการพูดถึงเรื่องอัตลักษณ์ที่มีความไม่แน่นอนมีรากฐานอยู่บนfiction ซึ่งเราไม่มีทางที่จะแน่ใจได้ว่าอันไหนคือเรื่องจริงอันไหนคือเรื่องแต่งเช่นเรื่องหนึ่งในนั้นเป็นการสัมภาษณ์ระหว่างcurator และศิลปินซึ่งโดยปกติแล้วคนถามมักจะมีหน้าที่ในการขุดคุ้ยความจริงนำคนดูไปสู่ความจริงแต่คนถามในที่นี้พยายามที่จะนำคนดูไปสู่เรื่องแต่งเช่นการพยายามชักจูงให้ศิลปินสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมาที่อาจจะไม่ได้จำเป็นต้องเป็นตัวตนของเขาเลยก็ได้ หรืองานของMayer ก็เป็นหนังหลายเรื่องที่เล่นกับเรื่องของspace กับความเป็นผู้หญิงและภาวะในจิตใจของผู้หญิงเหล่านี้ที่space มีส่วนอย่างมากในการสร้างความรู้สึกหรือภาวะเหล่านั้นขึ้นมากล้องทำหน้าที่ลื่นใหลไปตามspace ของห้องโดยที่มีผู้หญิงพยายามที่จะทำตัวเป็นส่วนหนึ่งกับสถานที่เหล่านั้นอยู่
.jpg)
(งานของ Ursula Mayer)
จากงานเหล่านี้เราจะเห็นได้ว่ามันถูกสร้างขึ้นมาบนบริบทไม่ได้เป็นการสร้างงานที่เกิดจากจินตนาการเหมือนสมัยเก่าอีกต่อไปหลายๆงานเกิดจากการresearch เกิดจากความเข้าใจและผสมผสานสื่อต่างๆart ถือได้ว่าเป็นสื่อสำคัญที่พยายามจะทำลายขอบเขตพรมแดนต่างๆลงซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีการcollaborate ข้ามสาขาค่อนข้างเยอะมากและtrend อีกอันหนึ่งก็คือการร่วมกันระหว่างสองสาขาที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงอย่างศิลปะและวิทยาศาสตร์ซึ่งหนึ่งในโชว์ที่
ภาพยนตร์กับศิลปะที่ใช้สื่อของภาพยนตร์มันก็อาจจะมีส่วนที่แตกต่างกันอยู่ในแง่ที่ว่าเมื่อถูกจัดวางอยู่ในแกลลอรี่ที่ที่คนสามารถจะลุกเข้าลุกออกได้อย่างอิสระเสรีจึงต้องพยายามที่จะทำให้คนสนใจและเข้าใจได้ในระยะเวลาที่สั้นกว่าความเป็นart อาจจะเน้นในเรื่องของการตั้งคำถามการวิพากษ์ที่ทำให้คนหันมาสนใจและคิดใคร่ครวญเฉพาะฉะนั้นอาจจะจำต้องใช้ยุทธวิธีในการนำเสนอที่เรียกได้ว่าin your face สักหน่อยแต่ในขณะเดียวกันมันก็มีส่วนที่คล้ายกันอยู่และกำแพงระหว่างมันก็ถูกทำลายลงทุกๆวันไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายใดก็ตามไม่ว่าจากDavid Lynch หรือKutlug Ataman คนทำหนัง/ศิลปินชาวตรุกีและอีกหลายๆคนที่กำลังใช้สื่อภาพยนตร์ให้เป็นประโยชน์ในการสะกิดผู้คนในสังคมให้คุ้มที่สุด (เออแต่ก็ยังไม่แน่ใจนาว่าพี่Lynch เขาสะกิดด้านไหนอ้อคงเป็นด้านสมองที่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้จะตายด้านเสียก่อน) เพราะจะว่าไปแล้วเรามันเป็นพวกพันธุ์ที่ไร้คุณค่ามากที่สุดก็ว่าได้เพราะถ้าสงครามเกิดขึ้นถ้าคุณไม่ใช่หมอทหารพ่อครัวช่างซ่อมไฟฟ้าฯลฯคุณก็คงจะกลายเป็นคนไร้ค่าอย่างที่สุด
ปล. รูปที่ถ่ายมาเอาลงไม่ได้เน้อไว้จะมาupdate รูป
ไม่ได้ update เสียนานเพราะติดขัดปัญหาทางการสื่อสาร ใครมีอะไรก็ยังอีเมล์ได้เหมือนเดิม