Béla Tarr: Hungarian Director

posted on 16 Feb 2007 23:10 by leave2remain0  in classes

จากที่เรียนไป ใครสนใจงานของ Béla Tarr อ่านตรงนี้เพิ่มเติมได้ (ไม่ได้แปลตรงตัว บอกไว้ก่อน)

บทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง Werchmeister Harmonies ของ Béla Tarr ผู้กำกับชาวฮังการี แปลและเรียบเรียงจาก Sight and Sound (April, 2001) โดย Jonathan Romney

ประกอบการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาพยนตร์จากยุโรปตะวันออก (เพิ่มเติม) ห้ามนำไปใช้เพื่อการอื่นก่อนขออนุญาต (เหมือนเดิม)

รูปของ Tarr (คนกลาง), Agnes Hranitzky (ภรรยา) และ Paul Sadoun (โปรดิวเซอร์)

จนกระทั่งไม่นานมานี้ผู้กำกับชาวฮังกาเรียนยังมีสถานะที่เป็นตำนานเพราะมีน้อยคนนักที่จะได้ชมภาพยนตร์ความยาวเจ็ดชั่วโมงสิบห้านาทีของเขาเรื่อง Satantango (1994) ซึ่งถ้าชื่อของเขายังเคยได้ผ่านหูการไปบ้าง ส่วนหนึ่งก็เพราะมันได้ถูกรวมไว้ในงานเขียนของ Susan Sontag ซึ่งชื่นชมเขาในฐานะที่เป็นมาตรวัดสำหรับผู้ที่สนใจภาพยนตร์อย่างจริงจัง

แม้กระทั่งปัจจุบันที่ภาพยนตร์ของเขาได้รับการชมมากขึ้น ชื่อเสียงของเขาก็ยังเป็นกึ่งตำนานอยู่ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาเป็นตัวแทนสำหรับภาพยนตร์ของความอดทนและจริงจัง ของความเงียบ เชื่องช้าและ long takes ซึ่งในบางครั้งก็คล้ายคลึงกับภาพยนตร์จากเพื่อนร่วมชาติของเขา Miklos Jancso และเพราะส่วนหนึ่งภาพยนตร์ของเขาส่งผลต่อคนดู อาทิเช่น Gus Van Sant ที่เมื่อได้ชมภาพยนตร์ของ Tarr ก็ส่งผลต่อหนังเรื่อง Gerry ของเขาที่มัน minimal อย่างไม่น่าเชื่อ

ภาพยนตร์ของ Tarr ตั้งแต่ 1987 นั้นเป็นการร่วมงานกับนักเขียนบทและนักเขียนนวนิยายที่ชื่อ Laszlo Krasznahorkai อาจจะดูท้าทายเพราะการใช้เวลาที่มันค่อนข้างจะสุดโต่ง แต่มันก็ใช่ว่าจะไม่มี narrative drive หรือ ความโรแมนติก ภาพยนตร์เรื่อง Werckmeister Harmonies นั้นก็นำมาจากนวนิยายของ Krasznahorkai เรื่อง The Melancholy of Resistance ซึ่งเป็นเรื่องแรกของ Tarr ที่เรียกได้ว่าเป็น gothic film ซึ่งมีการใช้องค์ประกอบของความอัศจรรย์ จนถึงความ supernatural แต่ไม่มีเรื่องของความการสร้างภาพลวงตาให้เราเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นปลาวาฬจากคณะละครสัตว์ เพราะมันเหมือนกับของประกอบละครเหมือนกับตัวแรดในหนังของเฟลลีนี่เรื่อง And the Ship Sails on และสิ่งที่เราเห็นจาก Prince เจ้าของคณะละครสัตว์ที่น่ากลัว ก็เป็นเพียงแค่เงาบนผนัง

ในฐานะที่เป็น metaphysical horror story ภาพยนตร์เรื่อง Werckmeister Harmonies สมควรที่จะเป็นภาพยนตร์ที่ถือได้ว่าเป็นการค้นพบในหมู่ผู้ชม cult audience ให้ได้รู้จักภาพยนตร์ของเขา โดยเฉพาะเมื่อบรรยากาศภายในเรื่องให้ความรู้สึกเหมือนกับภาพยนตร์ของ David Lynch ในยุคแรกๆ โลกที่โดดเดี่ยวที่ Tarr สร้างขึ้นได้สร้างความลึกลับที่ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ แต่การนำเสนอของภาพยนตร์กลับเกิดขึ้นจากสิ่งธรรมชาติที่แสนธรรมดา

Werckmeister Harmonies เป็นงานที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันทำของหลายคน ในไตเติ้ลเปิดของหนังมีทั้งชื่อของ Tarr, Krasznahorkai และ ผู้ตัดต่อ Agnes Hranitzky ภรรยาของ Tarr และผู้ร่วมงานของ Tarr มาอย่างยาวนาน จุดเด่นของมุมมองร่วมของเขาทั้งหลายสามารถเห็นได้จากความเป็น unity ของ tone และ look ของหนัง ถึงแม้จะมีระยะเวลาการถ่ายทำที่ยาวนานที่ใช้ตากล้องถึง 7 คน (รวมถึง Rob Treganza ผู้เชี่ยวชาญในภาพยนตร์แบบ slow-take)

ตลอดทั้งเรื่อง ภาพยนตร์ยังคงความ การสร้างแสงเงาที่ชัดเจน รวมทั้งสไตล์ของกล้องที่สร้างพื้นที่ที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา: ใกล้เคียงกับโลกภายนอก เมืองเล็กๆที่ที่ action เกิดขึ้นภายใน เช่น บ้านของ Eszter ที่ดูเสมือนเป็นถ้ำและค่อยๆเปิดเผยแก่เราด้วยการเคลื่อนของกล้อง

โครงหน้ากระดูกที่ดูหลอนของนักแสดงชาวเยอรมัน Lars Rudolph ผู้ที่เล่นเป็น ตัวละครหลัก Valuska อาจจะเหมือนกับตัวละคร holy fool ของ (Fyodor) Dostoevsky แต่คำพูดนั้นใกล้เคียงกับ งานเขียนของ (Nikolai) Gogol มากกว่า โลกของ Werckmeister Harmonies นั้นจะเหมือนกับโลกของ Gogol ซึ่งอาจจะเห็นได้ในตัวละคร Tunde เล่นโดย Hanna Schygulla ในตอนแรกอาจจะดูน่าประหลาดใจที่เห็นตัวละครหญิงที่ใช้เสน่ห์ล่อหลอกที่มักปรากฏในหนังของ Fassbinder แต่กลายเป็นหญิงแก่ มีผ้าคลุมผม แต่จริงๆแล้วนั่นอาจจะเป็นแค่ภาพหลอกตาเรา เพราะครั้งต่อมาที่เราเห็นเธอ เธอก็เต้นอยู่กับแฟนขี้เมาของเธอ และเต็มไปด้วยพลังทางเพศ

ภาพยนตร์โดนครอบงำด้วยบรรยากาศที่หดหู่เหมือนโลกจะแตก แต่มันก็เป็นการบอกกลายๆว่า ความชั่วร้ายที่ได้คืบคลานเข้ามาในเมืองนั้นมันเป็นผลผลิตของความวิตกจริตของชนชั้นกลาง ถึงแม้จะอยากที่จะนำภาพยนตร์ของ Tarr ไปเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในฮังการีในช่วงท้ายๆของคอมมิวนิสต์ (นวนิยายของ Krasznahorkai นั้นได้ตีพิมพ์ในปี 1989) แต่ตัว Tarr เองก็ได้ยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน อย่างไรก็ตาม narrative ของเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องของความวิตกที่จะแยกออกจากสิ่งเก่า ความไม่ค่อยมีระเบียบและการปลดปล่อยของสิ่งที่เคยโดนกดเอาไว้ก่อน คงมีภาพยนตร์อยู่น้อยเรื่องที่ทำได้น่ากลัวเท่ากับ sequence ในตอนที่ผู้คนจำนวนมากได้เข้าไปทำลายโรงพยาบาล ทำร้ายคนไข้ ความรุนแรงในช่วง 8 นาทีของ shot นั้น มันยิ่งขับเน้นด้วยกล้องที่ค่อนๆเคลื่อนไปตามทางเดินและมุมต่างๆ ซึ่งในที่สุดกลุ่มคนพวกนี้ก็หยุดนิ่งกับสิ่งที่เห็นอยู่ข้างหน้านั่นก็คือภาพของชายแก่แก้ผ้าผอมเหมือนโครงกระดูกเดินได้ จะว่าไปแล้วเสมือนเป็นภาพของพระเจ้าบนพื้นโลก และวิ่งหนีออกไปเหมือนพวกเหล่าซอมบี้ในหนังของ George Romero ขณะที่ Tarr ได้ใช้ภาพ close-up ที่หน้าของ Valuska ที่กำลังจ้องมองอยู่

มันคงจะเป็นเรื่องที่ยากที่จะชี้ชัดถึงที่มาของความวุ่นวาย จากตอนเริ่มต้น ข่าวลือแพร่สะพัดมากขึ้นเรื่อยๆเกี่ยวกับโลกแตกที่ยิ่งน่าเชื่อมากขึ้นจากสุริยคราส แต่จริงๆแล้วทั้งหลายทั้งปวงมันเกิดขึ้นมา จากการมาถึงของปลาวาฬ หรือจะเรียกได้ว่าเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ตายแล้วขนาดมหึมา ที่มาเป็นพยานที่ไร้อำนาจที่จะช่วยเหลือเพื่อมาดูการเสื่อมสลายของมนุษย์ มีเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะรอดพ้นมาได้ก็คือ Tunde ผู้ซึ่งใช้โอกาสหาผลประโยชน์จากความเชื่อของมนุษย์เพื่อที่จะได้มาซึ่งอำนาจ อาจจะเป็นไปได้ว่าอดีตสามีของเธอ Eszter ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี ซึ่งหมกมุ่นอยู่กับทฤษฎีของเยอรมันคอมโพสเซอร์ศตวรรษที่ 17Werckmeister ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบสุขนี้โดยที่ถอนตัวเองออกมาจากสิ่งทั้งปวง จะว่าไปแล้วเขาก็เป็นตัวแทนของนักคิดที่อ่อนแอ ที่สนใจในสิ่งนามธรรมในขณะที่โลกกำลังโดนทำลาย

สิ่งที่น่าในใจอีกประการในบทบาทของ Valuska ในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เขาเสมือนเป็นผู้มอง ไม่ว่าจะเป็นการจ้องที่ดวงตาของปลาวาฬ หรือเป็นพยานผู้ที่นิ่งเฉยต่อความรุนแรง แต่บทบาทของเขาในคืนที่น่ากลัวนั้นยังไม่ชัดเจน เมื่อเขาอ่านไดอารี่ที่เขียนถึงเหตุการณ์ เราไม่แน่ใจว่าเขาอ่านเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของตัวเขาเองในเหตุการณ์นั้นหรือเขาเป็นผู้เขียน (authored) เหตุการณ์นั้นขึ้นมาเองโดยอ้อมๆ โดยที่เขา และอาจจะด้วยการร่วมมือกับ Tunde ได้เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์หายนะขึ้น

ในตอนสุดท้ายนักคิดผู้พ่ายแพ้อย่าง Eszter ได้ไปดูปลาวาฬ ที่โดนทิ้งไว้เอาไว้ที่ยิ่งดูแปลกประหลาดมากกว่าเดิม มันเป็นการยากที่จะนึกถึงตอนจบที่สลดหดหู่กว่านี้ได้ ซึงถือว่าเป็นชัยชนะของความเสื่อมสลาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการมองโลกในแง่ร้าย ในการพยายามที่จะอธิบายให้กับพวกขี้เมาฟัง Valuska ได้บอกว่า สิ่งที่เขาขอก็คือการที่จะให้คุณเดินมากับฉันสู่จุดที่ต่ำสุด ซึ่งนั่นก็ถือเป็นคำเชื้อเชิญของ Tarr ต่อผู้ชมของเขาด้วย ชื่อไตเติ้ลของหนังเหมือนจะแนะถึงภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วย movement บทพูดน้อย เสมือนเพลงที่บรรเลง แต่สิ่งที่ Tarr ทำสำเร็จนั้นก็คือการได้มาซึ่งความเงียบ การพาจุดที่ต่ำสุดของมนุษย์ และฝันร้ายที่น่าสะพรึงกลัว

หมายเหตุ: ใครสนใจดูหนังของเขา ยืมได้ (แต่ต้องคืน) หรือไม่ก็หาซื้อได้ที่สีลมโดยทั่วไป


edit @ 2007/02/17 00:10:25

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เอ้า คิวแรก! ยืมมมมม

ต้องดูหนังถึงจะเข้าใจที่ครูแปลอะค่ะ แต่ดูแค่ไม่กี่นาทีในห้องพอจับได้รางๆ มั้ง

ส่วนตัวชอบมี something กับยุโรปตะวันออก ดูน่ากลัวแปลกๆ ตั้งแต่อ่านอาร์ตูนเรื่อง monster (เกี่ยวมั้ย)

#1 By DPN (161.200.255.162) on 2007-02-17 00:30

นึกไม่ออกอะครู เพราะดูไปนิดนึง

แต่งานเค้าก็ดูน่าดูนะ ชอบขาวดำ

#2 By only human*EM on 2007-02-17 22:06

ครูหนูจองคอนโทรล ชอบอ่ะ หนังท่าทางจะเท่ๆ

#3 By H@$eMiChY on 2007-02-19 22:13

ดีจังเลยครับ ที่มีครูสอนหนัง เอาหนังของเบล่า ธาร์ มาสอนนักเรียนด้วย

ดีใจแทนเด็กๆ ด้วยครับ

#4 By คุณน้องเต้ on 2007-02-21 00:54

ครูขา
เรื่องนี้หนูไม่เคยดูค่ะ
แต่เจ็ดชั่วโมงกว่าเลยเหรอครู

หลังแก้หนังเสร็จค่อยดูล่ะกัน

#5 By ตาล (124.120.188.225) on 2008-06-05 01:15